ปัญหาความรุนแรงในสังคมไทย
วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
ปัญหาความรุนแรงในสังคมไทย
ปัญหาความรุนแรงในสังคมไทย
สถานการณ์ความรุนแรงในประเทศไทย นับว่ายังเป็นปัญหาสำคัญและส่งผลกระทบกับสตรีและเด็กคนชราและยังเกิดขึ้นในหลายรูปแบบทั้งความรุนแรงในครอบครัว
ในสถานศึกษา สถานที่ทำงาน และสถานการณ์ต่างๆในสังคมทั่วไปความรุนแรง ที่กำลังเกิดขึ้นในวัยรุ่น นอกจากนี้ความรุนแรงต่อเด็กสตรี ยังเกิดในลักษณะของการค้ามนุษย์การข่มขืนกระทำชำเรา การคุกคามทางเพศ เป็นต้นและยังส่งผลกระทบต่อสังคม ทรัพย์สิน สุขภาพทั้งกายและจิตใจ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้กลุ่มของข้าพเจ้าเลือกที่จะเสนอถึงปัญหาเหล่านี้เพื่อที่จะนำมาเสนอให้เห็นของภัยในสังคมที่มีอยู่ในปัจจุบัน ถึงความน่ากลัวและให้ทุกคนตระหนักถึงปัญหาและช่วยกันหาวิธีในการแก้ปัญหาเหล่านี้ให้หมดไปจากสังคมไทย
ความรุนแรงในเด็กและสตรี
สถานการณ์ความรุนแรงในประเทศไทย นับว่ายังเป็นปัญหาสำคัญ และส่งผลกับสตรีและเด็กเป็นวงกว้างและเกิดขึ้นในหลายรูปแบบ ทั้งความรุนแรงในครอบครัว ในสถานศึกษา สถานที่ทำงาน และสถานการณ์ในสังคมทั่วไป รวมถึงความรุนแรง ที่กำลังเกิดขึ้นในกลุ่มวัยรุ่น นอกจากนี้ความรุนแรงต่อสตรีและเด็ก ยังเกิดในลักษณะของการค้ามนุษย์ การข่มขืนกระทำชำเรา การคุกคามทางเพศ การบังคับการค้าประเวณี อันเนื่องมาจากการนำเสนอภาพลักษณ์ ของผู้หญิง ในทางลบ ของสื่อต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการสื่อในเรื่องทางเพศ(Sex object) ข้อมูลจากการประชุมการปราบปรามการกระทำผิดต่อเด็กระดับนานาชาติ 26 ประเทศทั่วโลก ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสในเดือนกันยายน 2549 ประเทศไทยถูกจัดอันดับเป็นประเทศ ที่เผยแพร่ภาพลามกอนาจารของเด็กและสตรีผ่านเว็บไซต์ เป็นอันดับที่ 5 ของโลก (จากการสำรวจของสถาบันจัดลำดับอินเตอร์เน็ต ที่น่าเชื่อถือ ที่รู้จักกันในนาม Internet Watch Foundation) โดยมีประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นอันดับ 1 51.1% อันดับที่ 2 รัสเซีย 14.9% อันดับที่ 3 ญี่ปุ่น 14.9% อันดับ 4 สเปน 8.8% อันดับ 5 ไทย 3.6% อันดับ 6 เกาหลี 2.16 % อันดับ 7 อังกฤษ 0.2% ประเทศอื่น ๆ อีก 7.5%
นอกจากนี้ยังรวมถึงปัญหาความรุนแรงอันเกิดจากสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ สถานการณ์ความรุนแรงดังกล่าว สตรีและเด็กทั้งชาวพุทธ และอิสลามต่างได้รับผลกระทบจากความรุนแรง อันส่งผลถึงการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ทรัพย์สิน สุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ การละเมิดสิทธิรวมทั้งการตกเป็นเหยื่อของการก่อการร้าย ซึ่งได้รับผลกระทบทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม ทั้งทางร่างกายและบาดแผลทางจิตใจ สำหรับในปี 2549 ข้อมูลจากโรงพยาบาลจำนวน 91 แห่ง ในสังกัดกรมอนามัย กรมการแพทย์ กระทรวงกลาโหม และ โรงพยาบาลในสังกัด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีจำนวนผู้ขอรับบริการทั้งสิ้นจำนวน 14,382 ราย จำแนกเป็นเด็กอายุระหว่างแรกเกิดถึง 18 ปี จำนวน 7,164 ราย คิดเป็นร้อยละ 50.19 ซึ่งผู้กระทำส่วนใหญ่เป็นคนที่รู้จักและมีความใกล้ชิด โดยสามีเป็นผู้ กระทำร้อยละ 26.26 สมาชิกในครอบครัวร้อยละ 14.27 พ่อ/แม่ และพ่อเลี้ยง และแม่เลี้ยงร้อยละ 3.30 และ 2.11 ตามลำดับ
ความรุนแรงในเด็กวัยรุ่นในสังคมปัจจุบันมีจำนวนมากขึ้น และทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ดังเราจะเห็นเป็นข่าวที่ปรากฏอยู่ตามหน้าหนังสือพิมพ์รายวันทั่วไป เช่น เด็กนักเรียนอาชีวะยกพวกตีกัน , เด็กวัยรุ่นใช้ปืนยิงคู่อริ และยิงตัวตาย กลุ่มเด็กวัยรุ่นรุมข่มขืนเด็กผู้หญิง ฯลฯ มีการใช้อาวุธที่รุนแรงและอันตราย เช่น มีด ปืน วัตถุระเบิด ความรุนแรงในเด็กวัยรุ่นนำไปสู่สาเหตุการตายในเด็กวัยรุ่นมีจำนวนมากขึ้นนอกจากสาเหตุจากอุบัติเหตุจากยานยนต์ที่เคยเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่ง เด็กวัยรุ่นเป็นช่วงระยะเวลาของการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย จิตใจ วุฒิภาวะทางด้านอารมณ์ การปรับตัวเข้าอยู่ในสังคม ที่สำคัญโดยธรรมชาติของเด็กวัยรุ่น เป็นช่วงระยะเวลาแห่งการเรียนรู้หาประสบการณ์ อยากลองสิ่งแปลกใหม่และทำในสิ่งที่ท้าทาย โดยมีความรู้สึกว่าตนเองแน่ เก่ง ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน หลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดกับคนอื่นจะไม่เกิดกับตนเองและไม่คำนึงผลที่จะเกิดตามมาในอนาคต ซึ่งเป็นสาเหตุนำไปสู่การมีพฤติกรรมเสี่ยงหรือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมต่าง ๆ ในวัยรุ่นมากมาย เด็กวัยรุ่นเรียนรู้ชีวิตจากชีวิตจริงที่เขาดำเนินอยู่ ขณะเดียวกันเขาก็เรียนรู้หรือซึมซับความรุนแรงจากชีวิตจริงที่เขาได้เห็นได้สัมผัสจากคนใกล้ชิด , ครอบครัว , ชุมชน , สังคม , โรงเรียน , สิ่งแวดล้อม ตลอดจนจากสื่อต่างๆ ที่มีผลกระทบอย่างมากต่อเด็กเล็กๆ และเด็กวัยรุ่นในสังคมปัจจุบัน ความหมายของคำว่า Violence หรือ ความรุนแรง หมายถึง การกระทำที่มีหรือส่อว่ามีเจตนาที่จะกระทำให้บุคคลอื่นหรือกลุ่มบุคคลอื่นได้รับบาดเจ็บ การบาดเจ็บนี้อาจเนื่องมาจากการทำร้ายร่างกายและจิตใจ ตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ บทบาทของเด็กวัยรุ่นนั้นในความรุนแรงนั้น อาจจะเป็นทั้งผู้กระทำและถูกกระทำ ซึ่งขึ้นอยู่กับโอกาสปัจจัยสิ่งแวดล้อม ฯลฯ จากการศึกษาพบว่าเด็กวัยรุ่นจะตกเป็นผู้ถูกกระทำ ( ถูกทำร้าย ) เป็น 2 เท่าของผู้ใหญ่และในปัจจุบันพบว่าเด็กที่ถูกทำร้ายและทำร้ายผู้อื่นจะมีอายุน้อยลงเรื่อยๆ และผู้ชายโดยทั่วไปแล้วจะเป็นทั้งผู้ทำร้ายและผู้ถูกทำร้ายสูงกว่าเด็กผู้หญิง ยกเว้นบางกรณีเรื่องทางเพศ กลุ่มเด็กผู้หญิงจะเป็นผู้ถูกกระทำสูงกว่าเพศชายและที่น่าสนใจก็คือ เด็กที่ถูกทำร้ายคนที่เป็นผู้กระทำมักจะเป็นคนใกล้ชิดและมักจะเป็นคนในครอบครัวและสาเหตุการตายความรุนแรงในเด็กวัยรุ่นมักจะเป็นสาเหตุจากการใช้อาวุธปืน เป็นสาเหตุอันดับหนึ่ง นักวิชาการบางกลุ่มเชื่อว่าสมมุติฐานของความรุนแรงเกิดมาจากประสบการณ์หรือการเรียนรู้ความรุนแรงที่เคยได้รับรู้ได้เห็นมาก่อน
ฉะนั้นในการแก้ไขและป้องกันปัญหาความรุนแรงจะต้องไม่ให้มีตัวอย่างหรือเห็นความรุนแรงในสังคมให้เด็กได้เห็นหรือเรียนรู้ปัญหาความรุนแรงในเด็กวัยรุ่นจะมีปัจจัยต่างๆ เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องหลายปัจจัยร่วมกัน ส่งเสริมให้มีความรุนแรงเกิดขึ้น เช่น ปัญหาทางด้านพันธุกรรม , ฮอร์โมน , ความผิดปกติทางด้านร่างกาย , พื้นฐานทางด้านอารมณ์ , การเลี้ยงดู , สภาพทางด้านครอบครัว , วัฒนธรรม , ค่านิยม , ความเชื่อถือ , เชื้อชาติ ตลอดจนกฎเกณฑ์ทางด้านสังคมและกฎหมายต่างๆ แต่ปัจจัยที่สำคัญที่นำไปสู่ความรุนแรงที่เราพบเห็นเป็นประจำที่ปัจจุบันมีอิทธิพลอย่างมาก คือ สื่อต่างๆ เช่น โทรทัศน์ วิทยุ วิดีโอเกมส์ คอมพิวเตอร์ และสิ่งที่จะชักจูงนำไปสู่ความรุนแรงได้ง่ายมากขึ้น คือ พวกเหล้า เบียร์ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ผสมต่างๆ ยา สารเสพติด ฯลฯ ซึ่งกลุ่มเด็กวัยรุ่นเป็นกลุ่มเสี่ยงและล่อแหลมต่อสิ่งดังกล่าว ถ้าหากไม่มีการควบคุมกำกับดูแลที่ดีในปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เหล่านี้จะมีผลเสียเกิดขึ้นตามมากับเด็กวัยรุ่น
มากกว่าผลดีที่เด็กวัยรุ่นควรจะได้รับ
ในอดีตนั้นบุคลากรทางด้านการแพทย์มองปัญหาความรุนแรงในเด็กวัยรุ่นเป็นเรื่องทางด้านกฎหมาย ตำรวจ ศาลพิจารณาคดี แต่ในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าแพทย์จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขป้องกันปัญหาดังกล่าว รวมทั้งองค์กรต่างๆ ในสังคมทั้งภาครัฐเอกชนจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมอย่างมากจึงจะทำให้ผลที่เกิดตามมาจากความรุนแรง เช่น การตาย การกระทำความรุนแรงเป็นนิสัยปกติ , การถูกลงโทษกักขังผู้กระทำความรุนแรงหรือความผิดมีจำนวนลดน้อยลงและสังคมมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
สาเหตุของความรุนแรงในเด็กและสตรี
สาเหตุของการกระทำความรุนแรงต่อสตรีและเด็กร้อยละ 28.79 เกิดจากสาเหตุการเมาสุรา และติดสารเสพติด การนอกใจ หึงหวง และทะเลาะวิวาทร้อยละ 24.04 และกฎหมายบางเรื่องยังเปิดช่องว่าง ให้มีการกระทำรุนแรงในครอบครัว เช่น กฎหมายอาญา มาตรา 276 ใช้ถ้อยคำว่า "ผู้ใดข่มขืนหญิงซึ่งมิใช่ภรรยาของตน" มีผลให้สามีข่มขืนภรรยาได้โดยไม่มีความผิด
ความรุนแรงในโรงเรียนและสถาบันการศึกษา
ผลวิจัยของโครงการติดตามสภาวการณ์เด็กและเยาวชนรายจังหวัด (Child Watch) ที่ทำการสำรวจในกลุ่มเด็กเยาวชน 150,000 คนทั่วประเทศ พบว่าเด็กนักเรียนในระดับมัธยมศึกษา และอาชีวศึกษาทั้งในระดับ ทั้งในระดับ ปวช. และ ปวส. ตกอยู่ในวัฎจักร ของการใช้ความรุนแรง การใช้กำลังกันระหว่างเพื่อนนักเรียนด้วยกัน ประมาณ 1 ใน 10 หรือประมาณ 700,000 คน จากจำนวนนักเรียนในระดับมัธยม ศึกษา ปวช. และ ปวส. ผลวิจัยดังกล่าวชี้ว่า ปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนไม่ใช่ ปัญหาใหม่ ของสังคมไทย แต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมานานแล้ว และมีแนวโน้ม เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งความรุนแรงที่เกิดขึ้นในเด็กและเยาวชนนั้น สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งมาจากประสบการณ์ ความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งเด็กได้รับการถ่ายทอดประสบการณ์เหล่านั้นความเจ็บปวด จากการแตกร้าวของครอบครัว การหย่าร้างของบิดามารดารวมทั้งการนำเสนอของสื่อต่าง ๆ ที่แสดงออกถึงความรุนแรงทั้งรูป ของการละเล่น (games) ภาพยนตร์ ข่าว และภาษาที่ใช้ทั้งการใช้คำพูด หรือภาษาหนังสือเหตุการณ์ความขัดแย้งที่มีการใช้อาวุธ การทำร้าย การฆาตกรรม การก่อการร้าย การลงทัณฑ์ ทรมาน ข่มขืน การละเมิดทางเพศ การละเมิดสิทธิ และการก่อเหตุไม่สงบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เป็นการละเมิดหลักการพื้นฐาน ของกฎหมายสิทธิมนุษยชน และมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ซึ่งการละเมิดสิทธิดังกล่าวส่งผลกระทบต่อทั้งผู้หญิงและผู้ชายในรูปแบบแตกต่างกัน ความรุนแรงดังกล่าว ก่อให้เกิดความเดือดร้อนจากการสูญเสียทรัพย์สินบ้านช่อง และญาติพี่น้อง ในบางครั้งเป็นการซ้ำเติมปัญหาสตรี และเด็กผู้หญิง ซึ่งเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยเฉพาะครอบครัวยากจน หรือครอบครัวที่มีสตรีรับหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัว ต้องรับภาระอบรมเลี้ยงดูลูก รวมทั้งประกอบอาชีพ เพื่อให้มีรายได้เพียงพอ กับค่าใช้จ่ายในครอบครัวทำให้สตรีเหล่านี้ต้องตกอยู่ในสภาพที่แย่ไปกว่าเดิม ซึ่งปัญหาเหล่านี้มีผลต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิต ของสมาชิกในครอบครัว และบางครอบครัวไม่สามารถประกอบอาชีพอย่างที่เคยทำมาได้ มีผลทำให้ครอบครัวที่ทุกข์ยากอยู่แล้ว มีความลำบากยากจนยิ่งขึ้นไปอีก นอกจากนี้แล้วความขัดแย้ง ที่มีการใช้อาวุธยังมีผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม การสร้างบาดแผลทางจิตใจ ซึ่งอาจเกิดขึ้น และคงอยู่ไปจนชั่วชีวิต ปัญหาความรุนแรงจากการขัดแย้ง ที่มีการใช้อาวุธที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ได้แก่
1.กลุ่มคนไร้สัญชาติ
การหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย และการหนีตายของพลเมืองจากประเทศพม่า มายังประเทศไทย มูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ (SHRF) ได้ประมาณการตั้งตัวเลขของผู้อพยพที่เพิ่มสูงกว่าตัวเลขของทางการไทย หลังจากเดือนมีนาคม 2539 อันเป็นปีที่รัฐบาล ทหารพม่า เริ่มนโยบายการอพยพโยกย้ายชาวบ้าน ในตอนกลางวันของรัฐไทใหญ่ มีชาวไทใหญ่ไม่น้อยกว่า 8,000 ถึง 15,000 คน หนีตายเข้ามาในไทย ซึ่ง 47% ของชาวบ้านเหล่านี้มีอายุอยู่ระหว่าง 17 ปีหรือต่ำกว่านั้น และ 45 ปี หรือสูงกว่านั้น ซึ่งชี้ให้เห็นว่า การอพยพดังกล่าว เป็นการหนีมาของทั้งครอบครัว ไม่ใช่การอพยพมาหางานทำแบบปกติ แต่ได้กลายเป็นที่ของ
อัตลักษณ์ถาวร ของการเป็นแรงงานต่างด้าว ที่ไม่มีสิทธิเข้าถึงสวัสดิการหรือการยอมรับใด ๆ ในสังคม
รัฐบาลไทยได้จัดศูนย์รับผู้อพยพ 9 แห่ง เพื่อรองรับผู้อพยพรวมทั้งสิ้น131,217 คน แบ่งเป็นชาย 67,147 คน และหญิง 64,070 คน ซึ่งยังคงมีปัญหาเรื่องการไร้สัญชาติและการขาดสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ อยู่มาก
2. เหตุการณ์ไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดมานั้น ได้ส่งผลกระทบต่อสตรีและเด็กอย่างรุนแรง จากการตกเป็นเหยื่อฆาตกรรม การบาดเจ็บ และการสูญเสียผู้เป็นที่รัก การต้องรับหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัวโดยไม่คาดคิด โดยเฉพาะครอบครัวที่มีสตรีรับหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัวต้องรับภาระอบรมเลี้ยงดูลูก รวมทั้งต้องประกอบอาชีพเพื่อให้มีรายได้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในครอบครัว ซึ่งปัญหาเหล่านี้มีผลต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิต ของสมาชิกในครอบครัว และบางครอบครัวไม่สามารถประกอบอาชีพอย่างที่เคยทำมาได้ มีผลทำให้ครอบครัวที่ทุกข์ยากอยู่แล้ว มีความลำบากยากจนยิ่งขึ้นไปอีกเหตุการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดการสูญเสียชีวิต และการบาดเจ็บทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชนจำนวนมาก จากรายงานเหตุการณ์ ความไม่สงบของกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ระหว่างปี 2547-2548 ก่อให้เกิดผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวน 1,706 ราย ซึ่งผลจากเหตุการณ์ดังกล่าวได้ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของเด็กและสตรีเป็นอย่างมาก จากข้อมูลกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ ได้ทำการรวบรวมข้อมูลเด็กกำพร้าและสตรีหม้ายจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ข้อมูล ณ วันที่ 18 มกราคม 2550) มีเด็กกำพร้าทั้งบิดามารดา จำนวนทั้งสิ้น 1,425 คน นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดสตรีหม้าย ที่จะต้องรับผิดชอบดูแลครอบครัวจำนวนทั้งสิ้น 743 คน
ในสถานการณ์ความขัดแย้ง สภาพทางสังคม ศาสนา และวัฒนธรรม มีความละเอียดอ่อน รัฐบาลจึงจำเป็นต้องแก้ไขปัญหา ความรุนแรงในสถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยรัฐบาลได้ดำเนินการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ ใน คณะกรรมการอิสระ เพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ อันประกอบไปด้วย กรรมการอิสลามประจำจังหวัด นักวิชาการ นักสันติวิธี ทนายความ ครู พระสงฆ์ องค์กร พัฒนาเอกชน องค์กรประชาธิปไตย และนักธุรกิจ ในจำนวนนี้เป็นผู้หญิง จำนวน 8 คน จาก 49 คน คิดเป็นร้อยละ 16.33 จะเห็นได้ว่าผู้หญิงที่เข้ามามีบทบาทในคณะกรรมการ ส่วนใหญ่ทำงานเกี่ยวกับเด็ก สตรี และเยาวชน โดยเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย นักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชน นักการเมือง สำหรับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการชุดนี้นั้นที่สำคัญคือ เสนอแนะนโยบายมาตรการ กลไก และวิธีการสร้างสมานฉันท์และสันติสุขในสังคมไทยโดยเฉพาะใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยการสร้างความยุติธรรม ลดความไม่เข้าใจระหว่างกลุ่มคนที่มีความแตกต่างหลากหลายขจัดเงื่อนไข และป้องกันปัญหาความรุนแรง และสร้างความ สามัคคีธรรม ให้เกิดขึ้นในชาติ
ความก้าวหน้าการยุติความรุนแรงต่อสตรี
การให้สัตยาบันอนุสัญญาเรื่องการค้ามนุษย์ และการขายมนุษย์ให้เป็นทาสที่ประเทศไทย เป็นภาคีมีหลายฉบับ เช่น อนุสัญญา ว่าด้วยการปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก (ค.ศ.1921) อนุสัญญาเพื่อการปราบปรามการค้าบุคคล และการแสวงประโยชน์ จากการค้าประเวณีของผู้อื่น (ค.ศ.1933) อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (ค.ศ.1997) ฯลฯ นโยบายและแผนปฏิบัติการ ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาธุรกิจบริการทางเพศ พ.ศ.2539
คณะรัฐมนตรี มีมติเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2542 เห็นชอบให้เดือนพฤศจิกายน เป็นเดือนรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก และสตรี และโครงการริบบิ้นสีขาวที่รณรงค์ให้ผู้ชาย และกลุ่มเป้าหมายมีส่วนร่วมในการขจัดความรุนแรง
คณะรัฐมนตรี มีมติเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2543 เห็นชอบนโยบายและแผนขจัดความรุนแรงต่อเด็กและสตรี นโยบายและแผนขจัดความรุนแรงต่อเด็กและสตรี หรือการให้บริการในรูปแบบศูนย์บริการช่วยเหลือเด็กและสตรี ในภาวะวิกฤตจากความรุนแรง (One Stop Crisis Center:OSCC) ซึ่งเป็นศูนย์ที่จัดตั้งขึ้นในโรงพยาบาล กฎหมายที่ต่อต้านความรุนแรงทางเพศ เช่น พ.ร.บ. ป้องกันปราบปรามการค้าประเวณี (พ.ศ.2539) พ.ร.บ. มาตรการในการ ป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก (พ.ศ.2540)พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22 พ.ศ.2547 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 ความติดต่อเสรีภาพแนวทางการยุติความรุนแรงต่อสตรี
1. การปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม กระบวนการทางกฎหมาย เช่น การเพิ่มโทษ และการฝึกอบรมตำรวจ แพทย์ พยาบาล นักสังคมสงเคราะห์ อัยการ ผู้พิพากษา ให้มีความเข้าใจในเรื่องความรุนแรง เข้าใจปัญหา รวมทั้งวิธีการให้ความยุติธรรม กับผู้ที่ถูกกระทำ
2. การให้ข้อมูลข้อสนเทศแก่ประชาชนเกี่ยวกับหน่วยงาน ที่จะติดต่อเมื่อมีการกระทำรุนแรง
3. ดำเนินการให้มีแผนระดับชาติ และกลไกการประสานงาน และดำเนินงานให้ได้ผลเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
4. ส่งเสริมสถาบันครอบครัว โดยให้ความรู้เรื่องครอบครัวศึกษา สิทธิมนุษยชน สิทธิเด็ก วิธีการแก้ความขัดแย้ง โดยไม่ใช้ความรุนแรง และการดำรงชีวิตตามหลักศาสนา เพื่อสร้างความตระหนักในสิทธิของตนเองและผู้อื่น
5. สนับสนุนให้มีการทำงานจัดการปัญหาด้านความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ในกลุ่มต่าง ๆ เพิ่มขึ้น และเป็นประเด็นที่ทำงาน ให้ต่อเนื่อง ทั้งภาคธุรกิจองค์กรเอกชนอื่น สื่อมวลชนแขนง ต่าง ๆ และรายการวิทยุ
6. ความรุนแรงในผู้สูงอายุ
7. “ผู้สูงอายุ” กับการตกเป็นเหยื่อ “ความรุนแรง”
8. ปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับกลุ่มเด็กและสตรี แต่ปัญหาแนวโน้มความรุนแรงในผู้สูงอายุก็จะมีจำนวนเพิ่มมาก เห็นได้จากภาพข่าวทางโทรทัศน์และหน้าหนังสือพิมพ์ที่มีการเสนออย่างต่อเนื่อง
9. ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุในรูปแบบต่างๆทั้งจากคนใกล้ชิดและคนในสังคม ที่ดูเหมือนจะเพิ่มมากขึ้นทุกวันนั้น
10. ถึงเวลาแล้วหรือยังที่สังคมต้องหันกลับมามองและหาทางออก เพื่อป้องกันและช่วยแก้ปัญหาในเรื่องนี้อย่างจริงจังเสียที!!!
11. รศ.ดร.จิราพร เกศพิชญวัฒนา คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงแนวทางในการจัดการปัญหาผู้สูงอายุที่ถูกกระทำรุนแรงในครอบครัว ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) และสำนักงานกองทุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ว่า จากการทบทวนการศึกษาวิจัยในประเทศไทย ปัจจุบันปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่เกิดจากคนในครอบครัว ซึ่งโดยมากเป็นการตกระทำด้านจิตใจและอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็น การใช้วาจา คำพูด การแสดงกิริยาท่าทางที่ไม่ให้ความเคารพ รังเกียจ ไม่เห็นถึงคุณค่าของผู้สูงอายุ
12. รองลงมาเป็นเรื่องการทอดทิ้งไม่ดูแล หรือไม่ให้การดุแลที่เหมาะสม โดยปัญหาดังกล่าวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เป็นผลมาจากการที่ผู้ดูแลเกิดความเครียด เพราะมีจำนวนผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพาสูงขึ้น ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งที่ท้าทายภาครัฐ และสังคม ในการจัดระบบรองรับเพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุ ที่ต้องการความช่วยเหลือในเรื่องการดูแลระยะยาว และหากไม่รีบดำเนินการแล้ว ปัญหาความรุนแรงต่อผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
13. “ที่ผ่านมาสังคมไทยรับรู้เรื่องปัญหาการถูกกระทำความรุนแรงในกลุ่มเด็กและสตรีมากว่าความรุนแรงในผู้สูงอายุ สาเหตุเพราะเป็นปัญหาที่ซ่อนเร้นและขาดการรายงานปัญหารวมทั้งบุคลากรเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องไม่ได้ตระหนักและให้ความสำคัญแก่การกระความรุนแรงในผู้สูงอายุและประชาชนส่วนใหญ่ ก็ไม่ได้คิดว่ามีการกระทะรุนแรงเกหิดขึ้นกับผู้สูงอายุจริง เพราะคิดว่าสังคมไทยให้ความสำคัญกับความกตัญญูกตเวทีต่อผู้สูงอายุ ขณะที่ผู้สูงอายุเองก็ไม่กล้าบอกหรือเล่าให้ผู้อื่นฟังว่าตนเองถูกกระทำรุนแรง” รศ.รด.จิราพร กล่าวอย่างไรก็ตาม การที่คนในสังคมส่วนใหญ่เห็นว่าความรุนแรงในผู้สูงอายุยังไม่ใช่ปัญหาใหญ่ จึงส่งผลให้การตระหนักในการให้ความช่วยเหลือผุสูงอายุในเรื่องนี้ยังมีข้อจำกัดอยู่ โดยนางพจนา ธรรมรัตนพฤกษ์ ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนามาตรการ กลไก สำนักส่งเสริม และพิทักษ์ผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (คม.) กล่าวยอมรับว่า ปัจจุบันหน่วยงานที่ให้การสงเคราะห์ ช่วยเหลือแก่กลุ่มผู้สูงอายุที่ได้ก็รับการกรทำรุนแรงยังมีจำกัดอยู่และส่วนใหญ่จะเน้นให้การช่วยเหลือเด็กและสตรี
14. สอดคล้องกับ นพ.พรเพชร ปัญจปิยะกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากสำนักระบบบริการสุขภาพ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพกระทรวงสาธารณะสุข ระบุว่าการดำเนินการของศูนย์พึ่งได้หรือศูนย์ OSCC ที่อยู่ตามโรงพยาบาลต่างๆทั่วประเทศรับจ้างให้ความช่วยเหลือเด็กและสตรีที่ได้รับความรุนแรงซึ่งก็ยอมรับว่าในปัจจุบันข้อมูลและการเน้นผู้สูงอายุ ที่เป็นผู้ได้รับผลจากความรุนแรงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญและต้องเน้นให้ความช่วยเหลือในกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นสำหรับในเรื่องของประเด็น ในเรื่องของกฎหมายที่คุ้มครองผู้สูงอายุที่ถูกกระทำความรุนแรงนั้น นางนงภรณ์ รุ่งเพชรวงศ์ ผู้อำนวยการกองพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า การประกาศใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 นั้น ได้ครอบคลุมถึงการคุ้มครองกลุ่มผู้สูงอายุด้วย แต่คดีความรุนแรงในกลุ่มผู้สูงอายุยังมีน้อยมากในปัจจุบัน เมื่อเทียบกับคดีความที่เกิดขึ้นกับกลุ่มเด็กและสตรี
15. “ สาเหตุที่คดีความมีน้อยอาจเป็นเพราะผู้สูงอายุที่เป็นพ่อแม่ที่ชราไม่ต้องการแจ้งความดำเนินคดีกับลูก ขณะเดียวกันก็เห็นด้วยกับการนำประเด็นความรุนแรงต่อผู้สูงอายุ ไปเพิ่มเติมในแผนปฏิบัติการการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพ โดยกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในครอบครัว ให้เน้นหรือให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้สูงอายุด้วย”
16. อย่างไรก็ตาม จากความรุนแรงในผู้สูงอายุที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นนั้น ดร.มล.สมจินดา ชมพูนุช จากวิทยาลัยพยาบาล สภากาชาดไทย มองว่า การประเมิน ค้นหาผู้สูงอายุที่ถูกกระทำรุนแรงเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งข้อมูลที่ได้จะมาจากการพูดคุย เยี่ยมผู้สูงอายุและครอบครัวในชุมชน เพื่อได้ข้อมูลให้ ได้ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ การสังเกต รวมทั้งการระแวดระวังของบุคลากรทางการแพทย์ที่พบผู้สูงอายุ ที่มารับการตรวจรักษาที่ห้องฉุกเฉินหรือห้องตรวจผู้ป่วยนอก ซึ่งข้อมูลจากการซักประวัติหรือลักษณะท่าทางที่อาจมีผลหรือทำให้มีข้อสงสัยว่าผู้สูงอายุมีปัญหาถูกกระทำรุนแรงมา เช่น ให้ข้อมูลประวัติที่ไม่ชัดเจน มีรอยฟกช้ำดำเขียว ร่องรอยของการถูกทำร้ายร่างกายอาการหวาดกลัว การไม่ยอมให้ข้อมูล หรือสภาพทางกายที่แสดงถึงการขาดการดูแล ฯลฯ
17. ทั้งนี้ในปัจจุบันสังคมไทยเดินเข้าสูง “ สังคมผู้สูงอายุ” อย่างเต็มตัว ทำให้ในอนาคตประชากรผู้สูงอายุ ก็จะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในสังคม ปัญหาความรุนแรงในผู้สูงอายุก็ต้องเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวเช่นกัน
18. จึงเป็นเรื่องที่ภาครัฐ ครอบครัว รวมถึงทุกคนในสังคมจะปล่อยเฉย หรือไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ไม่ได้อีกต่อไป
ผลกระทบต่อสังคม
1.ปัญหาการเกิดอาชญากรรม
2.ปัญหาเด็กแร่ร่อน
3.ปัญหาด้านการศึกษา
4.ปัญหาเศรษฐกิจ
ผลกระทบต่อครอบครัว
1.ครอบครัวไม่สามารถทำหน้าที่ครอบครัวได้
2.การหย่าร้างมีมากขึ้นส่งผลกระทบต่อลูก
ผลกระทบต่อผู้ถูกกระทำ
1.ด้านจิตใจ
2.ด้านพฤติกรรม
3.ด้านการกระทำ
ผลกระทบต่อชุมชนและสังคม
1.ปัญหาในสังคมเพิ่มมากขึ้น
2.สังคมไทยกลายเป็นสังคมที่ไม่ปลอดภัย
3.ภาระต่อสังคม/ต่อการพัฒนาประเทศ
หน่วยงานที่รับผิดชอบและให้ความช่วยเหลือ
1.กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
2.สำนักงานกิจการสตรีและครอบครัว
3.กรมสนับสนุนและบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารสุข
4.ศูนย์ช่วยเหลือเด็กสตรีในภาวะวิกฤติจากความรุนแรงหรือศูนย์พึ่งได้
4.กระทรวงศึกษาธิการ
5.กระทรวงแรงงาน
6.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
7.กระทรวงยุติธรรม
แนวทางในการไขปัญหา
1. การปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม กระบวนการทางกฎหมาย เช่น การเพิ่มโทษ และการฝึกอบรมตำรวจ แพทย์ พยาบาล นักสังคมสงเคราะห์ อัยการ ผู้พิพากษา ให้มีความเข้าใจในเรื่องความรุนแรง เข้าใจปัญหา รวมทั้งวิธีการให้ความยุติธรรม กับผู้ที่ถูกกระทำ
2. การให้ข้อมูลข้อสนเทศแก่ประชาชนเกี่ยวกับหน่วยงาน ที่จะติดต่อเมื่อมีการกระทำรุนแรง 3. ดำเนินการให้มีแผนระดับชาติ และกลไกการประสานงาน และดำเนินงานให้ได้ผลเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
4. ส่งเสริมสถาบันครอบครัว โดยให้ความรู้เรื่องครอบครัวศึกษา สิทธิมนุษยชน สิทธิเด็ก วิธีการแก้ความขัดแย้ง โดยไม่ใช้ความรุนแรง และการดำรงชีวิตตามหลักศาสนา เพื่อสร้างความตระหนักในสิทธิของตนเองและผู้อื่น
5. สนับสนุนให้มีการทำงานจัดการปัญหาด้านความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ในกลุ่มต่าง ๆ เพิ่มขึ้น และเป็นประเด็นที่ทำงาน ให้ต่อเนื่อง ทั้งภาคธุรกิจองค์กรเอกชนอื่น ๆ สื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ และรายการวิทยุ
การแก้ไขปัญหาของความรุนแรงในครอบครัว
การแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวโดย การใช้กลไกทางกฎหมายคือ ประมวลกฎหมายอาญา ยังไม่เอื้อต่อการใช้สิทธิของผู้ถูกกระทำซึ่งส่วนใหญ่ เป็นเด็กและสตรี เนื่องจากความสัมพันธ์พิเศษระหว่าง ผู้กระทำกับผู้ถูกกระทำ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550
- ร่างโดยคณะอนุกรรมการด้านกฎหมายในคณะกรรมการส่งเสริม
และประสานงานสตรีแห่งชาติ (พ.ร.บ.ขจัดความรุนแรงในครอบครัว)
- ผ่านการวิพากย์ร่างและนำเสนอสู่วาระการพิจารณาตามขั้นตอน
ร่วมทศวรรษ
- ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้ 12 พฤศจิกายน 2550
ความรุนแรงในครอบครัวเป็นปัญหาที่มีความละเอียดอ่อนซับซ้อนเกี่ยวพันกับบุคคลใกล้ชิดมีลักษณะพิเศษแตกต่าง จากการทำร้ายร่างกายระหว่างบุคคล โดยทั่วไป
การใช้มาตรการทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญามาบังคับการกระทำ ความรุนแรงในครอบครัวจึงไม่เหมาะสมเนื่องจากกฎหมายอาญามี เจตนารมณ์ที่ จะลงโทษผู้กระทำความผิดมากกว่าที่จะแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดหรือปกป้องคุ้มครองผู้ที่ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว
1. ลักษณะของความรุนแรงในครอบครัว (มาตรา 3)
แบ่งเป็น 3 ลักษณะ
การกระทำที่เป็นเจตนาพิเศษ เพื่อให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของบุคคลในครอบครัว โดยมุ่งเน้นเจตนา ไม่มุ่งเน้นวิธีการพิจารณาลักษณะ
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
